The Southeast Asian Consortium On Sexuality , And Health gender-sensitive approaches in sexuality and health research, policies and interventions
 

         Learning -> Thai-Lao E-Newslestter 

 



ชื่อบทความ
การปะทะกันของวัฒนธรรมความรักระหว่างผู้ชาย ใน เสือป่า กับ คณะ ร.ศ. 130 

นามปากกา ชานันท์  ยอดหงษ์ (pok_pong@hotmail.com)

นิตยสาร/วารสาร  รัฐศาสตร์สาร (ปีที่ 33, ฉบับ 1, มกราคม-เมษายน 2555)

เนื่องจากความหมายของ “ทหาร” สำหรับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ไม่ใช่อาชีพหรือองค์กร แต่เป็นเพศ ตามพระราชอรรถาธิบายที่ทหารไม่ได้หมายถึงพลรบแต่หมายถึงชายหนุ่มหรือชายฉกรรจ์ (มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว,พระบาทสมเด็จพระ, 2506, 28-43) ดังนั้นจะต้องได้รับการปลุกเร้า ให้อยากจับอาวุธเรียนรู้ฝึกหัดซ้อมรบ ทำสงครามเพื่อปกป้องชาติบ้านเมืองตามหน้าที่ ในฐานะเป็นเพศที่มีพละกำลัง ความแข็งแกร่งตามธรรมชาติ ตามความเข้าใจขงพระองค์ (มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว,พระบาทสมเด็จพระ, 2506, 12-27) การสถาปนาระบบการเรียนการสอนฝึกหัดวินัย การออกกำลังกาย วิชาทหารให้พลเรือนที่ตั้งแต่อายุ  20 ปีขึ้นไปฝึกหัด ใน พ.ศ. 2454 หรือ “เสือป่า” จึงเกิดขึ้น

แต่ดูเหมือนว่าหลัง “เหตุการณ์  ร.ศ. 130” ที่ทหารชั้นผู้น้อยได้สร้างความโกรธแค้นให้กับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างมากที่พยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองหรืออย่างน้อยที่สุดเปลี่ยนพระเจ้าแผ่นดินที่ไม่ประสบผลสำเร็จ ภายหลังการครองราชย์ของพระองค์ได้เพียงปีเดียวใน พ.ศ. 2455 (หจช. ร.6 บ. 3.1/64 “พระราชหัตถเลขาถึงพระยายมราช” 4 มิถุนายน พ.ศ. 2455) จนทำให้เสือป่าถูกยกระดับให้เปรียบเสมือนกองทัพและนายทหารส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะเดียวกันก็พยายามแข่งขันและลดทอนอำนาจบทบาทของทหารบก วิวัฒนาการของเสือป่าคล้ายคลึงกับทหารมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเครื่องแบบ วิชาการฝึกหัด ตำแหน่งการบังคับบัญชา นับตั้งแต่การฝึกเสือป่าขยายตัวด้วยการเปิดรับข้าราชการพลเรือนชั้นผู้น้อยตามกระทรวงต่างๆ ยิ่งทับซ้อนและลดบทบาทความสำคัญของกองทัพบก จนสังเกตได้ชัดว่ามีวาระแอบแฝงที่จะต่อต้านและแข่งขันกับทหารแห่งชาติ ตามที่เจ้าพระยายมราชเสนอความคิดให้ฝึกหัดเสือป่ารับพระราชทานพระบรมราโชวาทบ่อยครั้งให้จงรักภักดีต่อพระองค์ และรังเกียจการเป็นทหาร (หจช. ร. 6 บ. 16/3 “เสือป่าถือน้ำพิเศษครั้งที่สอง”, 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2455) เช่นเดียวกับที่พระราชนิพนธ์ “หัวใจนักรบ” และคอลัมน์ “โลกะสากัจจา” ในหนังสือพิมพ์ที่พระองค์ทรงเป็นเอดิเตอร์ ที่เสือป่ามี “หัวใจนักรบ” และ “ความเป็นลูกผู้ชาย” มากกว่า และเมื่อพระองค์ทรงสร้างแรงจูงใจในการเป็นเสือป่าด้วยการประกาศให้การเป็นสมาชิกเสือป่าได้รับการยกเว้นจากการเกณฑ์ทหาร เพราะถือว่าได้รับการฝึกหัดทหารแล้ว ทำให้ทหารเหมือนอยู่ในสถานะตรงกันข้ามกับเสือป่าอย่างสิ้นเชิง (หจช., ร. 6 บ. 16/35 “ขออนุญาตไม่เกณฑ์ทหาร” 6-17 มีนาคม พ.ศ. 2456) และเมื่อเป็นที่เข้าใจกันว่าผู้ที่ไม่ได้เข้ากลุ่มเป็นสมาชิกเสือป่าคือผู้ไม่จงรักภักดี (หจช., ร.6 บ. 17/12 “เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ กราบบังคมทูล” 8 มีนาคม พ.ศ. 2455)

ผู้ชายในเสือป่า

เสือป่าเป็นการฝึกหัดการต่อสู้และผจญภัยเลียนแบบการนำเด็กชายมาฝึกฝนวิชาทหาร  Scout จากอังกฤษของ Robert Stephenson Smyth Baden Powell (ค.ศ. 1857-1941) ผู้ซึ่งแต่งงานช้าเหมือนพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่ออายุ 55 ปี และเป็นที่ถกเถียงและเต็มไปด้วยข้อสันนิษฐาน เกี่ยวกับรสนิยมทางเพศของเขาอย่างกว้างขวางว่าเป็นชายรักชายที่ปกปิดตัวตน กล่าวกันว่า Baden-Powell ไม่เพียงมี Kenneth Mclaren ผู้ที่มีความสำคัญทางอารมณ์มากที่สุดในชีวิต เป็นเพื่อนสนิทที่มีความสัมพันธ์ยาวนานหลายทศวรรษ และแบ่งปันที่หลับที่นอนกันบ่อยครั้ง แต่ยังมีความสุขกับการอยู่ในกลุ่มและกิจกรรมชายล้วน ซึ่งการเฝ้าดูเด็กหนุ่มเปลือยกายเล่นน้ำ เป็นความชื่นชอบเพลิดเพลินเป็นพิเศษ ถึงกับเก็บรูปถ่ายเด็กผู้ชายอาบน้ำและแก้ผ้า (Pryke, 2001, pp. 91-210)

เช่นเดียวกับเสือป่า Scout ถูกสถาปนาขึ้นจากความกังวลของ Baden-Powell ต่อสังคมเมืองที่เชื่อว่ากำลังเสื่อมลง เกิดการแตกร้าวภายในเครือจักรภพ และการรุกรานของเยอรมนี จึงรื้อฟื้นระบบอัศวินตามแบบจารีตนิยมและสร้างความหวงแหนพรมแดนของรัฐประชาชาติ อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่า Scout จะเป็นเพียงคณะที่ดึงดูดเด็กหนุ่มเข้ามาเล่นสนุกร่วมกันมากกว่าที่จะมีบทบาทสำคัญการฝึกหัดระเบียบวินัย แต่ท่ามกลางบรรดาคณะการรวมกลุ่มต่างๆ ในอังกฤษ Scout กลายเป็นคณะที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษ ระหว่างค.ศ. 1909-1910 ซึ่งด้วยลักษณะนิสัยของ Baden-Powell ที่มีอิทธิพลในคณะ ทำให้Scout แตกต่างจากการรวมกลุ่มของเด็กหนุ่มอื่นๆในยุค Edwardian เพราะในช่วงค.ศ. 1911-1917 Scout ได้พัฒนาลักษณะเด่นกว่าการรวมกลุ่มอื่นๆอังกฤษตรงที่ผู้บังคับบัญชาพยายามอย่างมากที่จะหยุดเด็กหนุ่มทำความรู้จักหรือออกไปไหนกับหญิงสาวด้วยกันสองต่อสอง แม้แต่การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองของเด็กผู้ชายที่เป็นการทำร้ายตนเองสำหรับ Baden-Powell (Pryke, 2001, pp. 91-210) ตามมายาคติแบบวิคตอเรียนช่วงหนึ่งที่เชื่อว่า การคลุกคลีกับผู้หญิงมีอิทธิพลต่อการทำให้ผู้ชายมีลักษณะคล้ายผู้หญิง อย่างน้อยที่สุดทำให้อ่อนไหว ไม่อดทน เปราะบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านและครอบครัวที่ถูกอธิบายว่าเป็นพื้นที่ของผู้หญิง (Tosh, 1990, p. 178) 

เหมือนกลุ่มเพื่อนชาย ทีมกีฬา โรงเรียนชายล้วน ค่ายทหารหรือแม้แต่เรือนจำ เสือป่ากลายเป็นสังคมชายล้วน (Homosociality) ที่เชื่อมความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างบุคคลที่มีเพศสรีระเดียวกัน และสร้างความเป็นหมู่คณะที่มีเพศสภาวะร่วมกันผ่านการแสวงหาความรื่นรมย์หรรษา ความพึงพอใจร่วมกันในกลุ่มสังคมพวกพ้องเท่านั้น (Bird, 1996, pp. 120-132; Kimmel, & Aronson, 2003, p. 396) นอกจากนั้นยังพยายามแยกผู้ชายออกจากผู้หญิง ชายหนุ่มจึงต้องมาใช้ชีวิตร่วมกันเองโดยพยายามยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงและเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงให้น้อยที่สุดและเบียดขับเพศหญิงออกจากพื้นที่ทางสังคมเพศตนเองเพื่อสนับสนุนการดำรงอยู่ของระดับทางสังคมที่เหนือกว่าของเพศชาย (Flood, 2008, pp. 344-345) ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดคุณค่าของผู้หญิงผ่านการสร้างชุดอธิบายที่มีระบบความคิดบนพื้นฐานของสังคมนิยมชาย (Patriarchy) (Flood, 2008, pp. 344-345; Kimmel, & Aronson, 2003, p. 396) ดังนั้นสำนึกสำหรับสมาชิกสังคมชายล้วน ไม่เพียงให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายด้วยกันเองจะมีอภิสิทธิ์และความสำคัญมากกว่า แต่ยังจะต้องมีอันดับก่อนความสัมพันธ์ฉันมิตรแบบปราศจากเรื่องเพศกับผู้หญิง ที่เป็นความสัมพันธ์ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้และเป็นภัยต่อผู้ชาย ด้วยเชื่อว่าจะทำให้มีลักษณะเหมือนผู้หญิง (Flood, 2008, pp. 344-345)

นอกจากนี้การอยู่ร่วมกันเป็นเวลานานของสมาชิกเพศชายย่อมทำให้เกิดความรักความผูกพัน การรู้จักนิสัยใจคอและเรือนร่างซึ่งกันและกัน ซึ่งบางสังคมชายนำไปสู่ความสัมพันธ์ในทางอารมณ์ ความรู้สึกของกายสัมผัสระหว่างสมาชิกชายหนุ่มด้วยกันโดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนรักเพศเดียวกัน (Oosterhuis, 1997, pp. 187-205) เพราะความเป็นไปได้ของการกระตุ้นเร้าความต้องการทางเพศแบบรักเพศเดียวกันมักเกิดขึ้นบนความผูกพันระหว่างผู้ชายในสังคมชายล้วนได้เสมอเช่นกลุ่มอัศวินนักรบในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 15-18 จนเป็นที่กล่าวกันว่า “มิตรภาพกับความปรารถนาทางเพศ แยกจากกันไม่ขาด” (O'Donnell & O'Rourke (eds), 2003) เพราะบางครั้ง ความสนิทสนมระหว่างเด็กหนุ่มนำไปสู่การสัมผัสแตะต้อง จูบ และลูบไล้กัน ทว่าไม่ได้มีหลักฐานชัดเจนว่าเพื่อนชายที่เสน่หากันร่วมเพศกัน (Rotundo, 1989, pp. 1-25)
การพยายามเพิ่มแสนยานุภาพด้านกองกำลังและยุทธปกรณ์ของเสือป่า เพื่อเทียบเท่าและแข่งขันกองกำลังทหาร ก็กระตุ้นความสนิทสนมและความเสน่หาระหว่างชายหนุ่มเข้มข้นรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกอง “เสือป่ารักษาพระองค์” หรือ “กองเสือป่าหลวง” ซึ่งเป็นข้าราชสำนักส่วนพระองค์ ที่เป็นข้าราชการพลเรือนมีหน้าที่รับใช้และสนองพระราชนิยมโดยตรง ไม่เพียงต้องเป็นสมาชิกเสือป่าแต่ยังต้องเข้าร่วมทุกกิจกรรมของเสือป่าที่พระองค์ทรงโปรดฯให้จัดขึ้น เช่นการซ้อมวินัยทหารในตอนเย็น การเดินทางไกลหรือซ้อมรบที่นครปฐมและราชบุรีในทุกปี ระหว่างเดือนมกราคมกับกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นฤดูหนาว

เพราะทหารนักรบที่ต้องออกสงคราม ต่างต้องเผชิญกับสภาวะกดดัน ความเครียด การที่ต้องอยู่ไกลบ้าน ความเหงาหดหู่ ซึ่งนำไปสู่การถ้อยทีถ้อยอาศัยจนเกิดความใกล้ชิดเข้าอกเข้าใจผูกพันกันอย่างเข้มข้น ผ่านการพยาบาลดูแล ป้อนอาหารในยามเจ็บ โอบกอดขณะเต้นรำ นอนหลับเบียดเสียดในคืนฤดูหนาวร่วมกัน ซุกกายแนบกันภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน (Das, 2002, pp. 51-74) กลายเป็นความผูกสัมพันธ์ทั้งทางการสัมผัสร่างกาย และความรู้สึกทางอารมณ์อย่างอ่อนโยน ความเห็นอกเห็นใจ ทะนุถนอมจิตใจให้กัน และห่วงใยของชายหนุ่มที่ต่างปลอบประโลมอารมณ์ความรู้สึกซึ่งกันและกัน ท่ามกลางความตึงเครียดความเป็นความตายของสภาวะสงคราม และสานสัมพันธ์กันต่อหลังสภาวะสงครามในกรณีที่รอดชีวิต (Das, 2002, pp. 51-74) แม้ว่าความเป็นความตายของเสือป่าลูกเสือเป็นเพียงสัตว์ป่าสัตว์มีพิษและโรคภัยไข้เจ็บ (ประยุทธ สิทธิพันธ์, 2522, น. 166-167)

ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกเสือป่าหลวงจึงเต็มไปด้วยความรัก ความผูกพันที่ถูกกระตุ้นเร้า กระชับความสัมพันธ์นอกเหนือจากการงานที่ต้องรับใช้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวตลอดเวลา และต้องใช้ชีวิตร่วมกันในพระราชสำนักทั้งวันทั้งคืน จนกลายเป็นความสัมพันธ์แบบสองต่อสองที่รู้สึกรักใคร่ผูกพันเป็นการส่วนตัวเช่นพระยาสุนทรพิพิธที่บรรยายความรู้สึกต่อหลวงสรรสารกิจเป็นการส่วนตัวว่า “...เคยมีอุปการะมีความร่วมสุขร่วมทุกข์ มีการแนะประโยชน์และมีความรักใคร่อย่างซื่อสัตย์สุจริต...ได้ร่วมเป็นข้าจ้าวเดียวกันอยู่ในวังร่วมกันเมื่อเป็นเด็ก ได้เที่ยวเตร่ทัศนาจรร่วมกันทั้งในที่ใกล้และที่ไกล ได้ประกอบอาชีพส่วนตัวร่วมกัน และรับราชการร่วมกัน” (สุนทรพิพิธ, 2503, น. ฆ-จ) ที่ไม่ต่างไปจากความชอบพอระหว่างพระยาอนิรุทธเทวากับพระยาอุดมราชภักดี  ที่เป็น“กัลยาณมิตรที่สนิทเสน่หา” จน “รักใครประดุจพี่น้อง” ซึ่งตั้งแต่พระยาอนิรุทธเทวาเจ็บป่วยจนตาย พระยาอุดมราชภักดีเป็นภาระอยู่ตลอด (เฉลา อนิรุทธเทวา, 2494, น. (11)-(15)) ขณะเดียวกัน บางคู่ยัง “สนิทสนมกันมาคล้ายญาติสืบสายโลหิตเดียวกัน” เช่นพระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมือง กับพระยานเรนทรราชา (ม.ล. อุรา คเนจร) (ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพพระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมือง, 2512, น. (6))

แม้ว่าไม่ได้เป็นสมาชิกเสือป่าอีกต่อไปแล้ว แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนชายก็ยังคงรักษาความแน่นแฟ้นสนิทสนม พระยาสุนทรพิพิธกับหลวงสรรสารกิจยังคงพึ่งพาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  คอยพยาบาลยามเจ็บป่วยและให้ที่พักอาศัย (สุนทรพิพิธ, 2503, น. ฆ-จ) เช่นเดียวกับพระยาอุดมราชภักดีสนิทสนมกับพระยาอนิรุทธเทวา เมื่อทั้งสองแต่งงาน ทั้ง2ครอบครัวก็สนิทสนมกัน พระยาอุดมราชภักดียังรับภาระเมื่อพระยาอนิรุทธเทวาเจ็บและตาย (เฉลา อนิรุทธเทวา, 2494, น. (11)-(15))

นอกจากความสัมพันธ์ในทางอารมณ์ และความรู้สึกของการสัมผัสกายระหว่างสมาชิกชายหนุ่มด้วยกัน การยอมรับผู้ชายที่ลักษณะท่าทางรูปร่างคล้ายผู้หญิง ยังเป็นที่ยอมรับในสังคมชายล้วน ทั้งในค่ายทหารและกองเสือป่า ที่การแต่งหญิงเป็นที่พอยอมรับและอดทนได้เฉพาะในพื้นที่ชายล้วนและเพื่อการละครเท่านั้น เช่นค่ายทหารยามสงครามของอังกฤษที่การแต่งกายเป็นหญิงจึงเป็นตัวแทนของผู้หญิงที่ขาดหายไปในพื้นที่ การที่จับผู้ชายมาแต่งกายเป็นหญิงแทนเพื่อให้ชายหนุ่มได้เห็น  “ความเป็นหญิง” บ้าง (Boxwell, 2002, pp. 1-20)

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในค่ายทหาร เช่นในค่ายทหารอังกฤษช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 มีทั้งมีทั้งเพื่อเน้นการล้อเลียนผู้หญิงแบบตลกๆไม่มีการดึงดูดทางเพศ เช่น หญิงขี้เหร่ หญิงอ้วน และเพื่อเน้นถึงร่างกายที่ดึงดูดทางเพศของผู้หญิงที่มักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งเป็นการแสดงที่มีมาตั้งแต่ราวค.ศ. 1860 และเป็นการเสพสุขและความบันเทิงของผู้ชายไม่ว่ามีความต้องการทางเพศแบบใดก็ตาม ทั้งนี้เพื่อให้ความบันเทิงแก่ทหารที่อยู่ในแนวหน้าและได้รับการยอมรับและเห็นชอบจากทางการอังกฤษ (Boxwell, 2002, pp. 1-20) ในกองพลทหารอังกฤษที่อยู่ในแนวรบต่างมีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดการแสดงที่มีชายแต่งหญิงโดยเฉพาะ ถูกเรียกอ้อมๆว่า “concert party” หรือ “evening entertainment” ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการปลุกขวัญกำลังใจ และสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในหมู่ทหาร มากไปกว่านั้นยังเป็นการสลายความขัดแย้งทางชนชั้นในหมู่ทหาร (Boxwell, 2002, pp. 1-20) แม้ว่าสำนึกในอังกฤษช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 – ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ที่ร่วมสมัยกับพระชนม์ชีพ ไม่ได้แยกการแต่งกายข้ามเพศ (cross-dressing) ออกจากความรักเพศเดียวกัน (homosexuality) และยังมองว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงก็ตาม (Boxwell, 2002, pp. 1-20) เช่นเดียวกัน การละครที่มีการ “แต่งหญิง” ถูกจัดขึ้นเป็นประจำระหว่างซ้อมรบและเดินทางไกลในค่ายเสือป่า

เพราะในกองทัพทั้งของลูกเสือและทหาร ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความรักใคร่ระหว่างเพื่อนชายมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเชื่อว่าความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนระหว่างเพศเดียวกันที่เต็มไปด้วยความรักความผูกพัน ยังก่อให้เกิดความกล้าที่จะต่อสู้และพร้อมเผชิญภยันอันตรายที่ถึงชีวิตอย่างสงครามซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อการเมืองภาครัฐ เช่นการรวมกลุ่มกันของผู้ชายในค่ายทหารซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัฐตั้งใจจับผู้ชายมาอยู่ร่วมกัน ไม่เพียงเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง อดทน แต่ยังสร้างสายสัมพันธ์ให้เกิดความรักในหมู่คณะพวกพ้อง พอๆกับชาตินิยมและการเชื่อฟังจงรักภักดีต่อผู้นำกลุ่ม (Oosterhuis, 1997, pp. 187-205)

เป็นที่ชัดเจนว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพยายามมากในการสร้างชุมชนชายล้วนที่เชื่อมโยงกับราชาชาตินิยม ที่สมาชิกเสือป่าจะต้องจงรักภักดีต่อชาติศาสนากษัตริย์ มีความกล้าหาญ ยอมเสี่ยงและเสียชีวิตเพื่อชาติและพระองค์ เพื่อสร้างฐานอำนาจและความมั่นคงให้กับพระราชบัลลังก์และสถาบันกษัตริย์ เสือป่าหลายคนจึงไม่เพียงมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นลึกซึ้งซึ่งกันและกัน ยังแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องพระราชบัลลังก์และระบอบราชาธิปไตย และเพื่อให้เกิดความจงรักภักดีต่อผู้นำ พิธีกรรมถือน้ำพิพัฒน์สัตยาที่มักถูกจัดบ่อยครั้งในกองเสือป่า ไม่เพียงสร้างความจงรักภักดีต่อพระองค์ยังทั้งเป็นการเชื่อมกระชับความสัมพันธ์เสือป่าให้เป็นเพื่อนร่วมสาบาน ที่ยกระดับสถานภาพความสัมพันธ์จากฉันท์เพื่อนให้ลึกซึ้งซับซ้อนจนทับซ้อนเครือญาติที่เหลื่อมซ้อนกันความสัมพันธ์ในครอบครัวและการแต่งงานซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่ผู้ชายต้องเกี่ยวข้องกับผู้หญิง (O'Donnell & O'Rourke (eds), 2003) ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนชายในสังคมชายล้วนของเสือป่าจึงมีคุณค่ามากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงและครอบรัว ซึ่งช่วยสร้างรากฐานความมั่นคงให้การปกครองในระบอบเผด็จการภายในรัฐให้มากยิ่งขึ้น เพราะเป็นการทำลายพื้นฐานของชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นชนชั้นที่ตื่นตัวในการมีส่วนร่วมทางการเมือง และเชื่อว่าบ้านและครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญทั้งไม่ว่าจะเป็นเพศใดก็ตาม และผู้ชายชั้นกลางไม่ได้ถูกแยกออกจากบ้านอย่างชัดเจน (Tosh,1999) การดึงผู้ชายออกจากพื้นที่ครอบครัวที่เป็นสถาบันสำคัญที่ชนชั้นกลางยึดถือ จึงเป็นทั้งการต่อต้านชนชั้นกลางและรักษาอำนาจการปกครองแบบเผด็จการหรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างหนึ่ง (Oosterhuis, 1997, pp. 187-205)

อย่างไรก็ตาม เสือป่าไม่ใช่ชุมชนชายล้วนเดียวในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และไม่ใช่ทุกชุมชนชายล้วนจะนำไปสู่รักชาติแล้วจะต้องจงรักภักดีต่อผู้นำรัฐเสมอไป เพราะชุมชนชายล้วนของกลุ่มทหารชั้นผู้น้อยได้สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ความรักใคร่ระหว่างเพื่อนทหารหนุ่มมากพอที่จะยอมเสี่ยงตายร่วมกัน หรือยอมสละชีวิตด้วยความรักชาติเพื่อปฏิวัติระบอบการปกครองเก่าหรืออย่างน้อยที่สุดพยายามปลงพระชนม์พระเจ้าแผ่นดิน เช่นคณะ ร.ศ. 130 ที่มีความเจ็บปวดและความทรงจำร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพวกพ้อง เช่นความทรงจำร่วมเหตุการณ์พระบรมโอรสาธิราชทรงกดดันพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้เฆี่ยนหลังทหารใน พ.ศ. 2452 (เหรียญ ศรีจันทร์ และ เนตร พูนวิวัฒน์, 2514, น. 1-4) ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับบรรดานายทหารอย่างมาก เพราะเชื่อว่าไม่เพียงเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุแต่ยังเป็นความอัปยศเสียเกียรติชาตินักรบตลอดทั้งวงศ์ตระกูล ทั้งๆที่ทหารนั้นเป็นผู้ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ ขณะที่มหาดเล็กเป็นเพียงคนรับใช้ส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์เท่านั้น ทำให้บรรดาทหารต่างเชื่อว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลำเอียงรังเกียจอาฆาตทหารอยู่เสมอ (อัจฉราพร กมุทพิสมัย, 2524, น. 104) ผู้ชายใน “คณะ ร.ศ. 130”

ขณะที่เสือป่าถูกสั่งสอนให้มีความรักต่อพระเจ้าอยู่หัวอย่างมากจนสละชีพได้ บนพื้นฐานความพยายามที่จะทำให้เชื่อว่าสยามจะอยู่รอดได้หากมีกษัตริย์เป็นรัฐาธิปัตย์เท่านั้น (มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว,พระบาทสมเด็จ, 2506 ง, น. 44-55) “คณะ รศ. 130” ต่างมีความเชื่อว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและระบอบปกครองที่กษัตริย์เป็นรัฐาธิปัตย์นำไปสู่ความล้าหลังและ “ความเสื่อมซาม” ของสยาม(ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, 2550, 80-91)

ขณะเดียวกัน คณะ ร.ศ. 130 เองก็มีพัฒนาการมากจากความรักความสัมพันธ์ ระหว่างนายทหารชั้นผู้น้อยที่สนิทสนมรักใคร่ ทำงานกินนอนร่วมกันเช่น  ร.ต. เนตร  พูนวิวัฒน์นายทหารรักษาพระองค์ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 19 ปี ทำงานในป้อมโสฬสศิลาที่ทานอาหารร่วมคุยร่วมสนุกกับร.ต. เหรียญ  ศรีจันทร์ กับ ร.ต. จรูญ  ษตะเมษ พร้อมกับนายทหารคนอื่นๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความรักใคร่ช่วยเหลือเกื้อกูล ความใกล้ชิดทั้งกายและใจ เวลาฝนตกต่างก็ช่วยกันยกถ้วยชามเข้าไปกินกันในร่ม และต่างพากันย้ายมาอยู่ด้วยจนป้อมโสฬสศิลาจน “...แน่นขนัดยัดเยียดไปด้วยเตียงนอนนายทหารแทบจะหาที่สอดเท้าก้าวขึ้นเตียงมิได้...” (เหรียญ ศรีจันทร์ และ เนตร พูนวิวัฒน์, 2503, น. 32)

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คู่ความสัมพันธ์ของร.ต. เหรียญ  ศรีจันทร์ กับ ร.ต. จรูญ  ษตะเมษ  ที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “เพื่อนที่ฝากดวงใจไว้ต่อกันได้เป็นคู่แรกของคณะ ร.ศ. 130” (เหรียญ ศรีจันทร์ และ เนตร พูนวิวัฒน์, 2503, น. 36-37) ทั้งคู่อายุห่างกันถึง 6 ปีแต่ด้วยเป็นนายทหารที่สำเร็จจากโรงเรียนนายร้อยพร้อมกันในปลาย พ.ศ. 2451  และเข้าประจำกรมทหารราบที่ 12 มณฑลนครไชยศรีด้วยกัน  ทั้งคู่ได้สานสายสัมพันธ์กลายเป็นเพื่อนสนิทกันอย่างรวดเร็ว ซึ่งขณะนั้นร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์อายุ 18 ปี และร.ต. จรูญ ษตะเมษ อายุ 24 ปี มักเดินกอดคอเที่ยวเตร่เป็นประจำ (เหรียญ ศรีจันทร์ และ เนตร พูนวิวัฒน์, 2503, น. 24-25) ทั้งคู่ไม่ชอบเที่ยวดูหรือหาหญิงสาวที่ต้องตาต้องใจ แต่ชอบเที่ยวล่าสัตว์ยิงนก มักชวนกันออกไปยิงสัตว์ตามพื้นที่ต่างๆ และนำมาทำเป็นอาหารล้อมวงสังสรรค์อย่างเป็นครอบครัวเดี่ยวกันร่วมกับชาวบ้านซึ่งทั้งคู่ก็ไม่ยอมไปข้องแวะกับลูกสาวชาวบ้านที่ได้ไปอาศัยพักพิงเลย จนกลายเป็นนายทหารหนุ่มที่ยังไม่แต่งงานมีครอบครัว และเมื่อทั้งสองต้องแยกย้ายไปอยู่คนละป้อมของกำแพงวังหลวง ในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ในพระบรมมหาราชวัง ร.ต. จรูญ อยู่ป้อมภูผาสุทัศน์ ร.ต. เหรียญอยู่ป้อมโสฬสศิลา ซึ่งร.ต. จรูญไม่เพียงมาทานข้าวร่วมกับร.ต. เหรียญเสมอ ยังย้ายเตียงนอนหมอนมุ้งมาอยู่กับ ร.ต.เหรียญด้วยกันที่ป้อมโสฬสศิลา (เหรียญ ศรีจันทร์ และ เนตร พูนวิวัฒน์, 2503, น. 32) และเมื่อต้องแยกไปอยู่คนละหน่วยงานร.ต.จรูญ ย้ายไปอยู่กองปืนกลแต่ ร.ต. เหรียญยังคงประจำกรมทหารราบที่ 11 ทั้งสองคนต่างพยายามหาโอกาสพบกันในวันหยุดราชการหรือหลังจากการฝึกสอนทหาร บางคืนที่ ร.ต. จรูญเป็นเวรรักษาการณ์ในกองปืนกล ร.ต. เหรียญก็จะมาอยู่เป็นเพื่อนและนอนค้างร่วมเตียงเดียวกันบางคืน (เหรียญ ศรีจันทร์ และ เนตร พูนวิวัฒน์, 2503, น. 36-37) ซึ่งหลายคืนที่ทั้งคู่นอนร่วมกันมักปรึกษาหารือเกี่ยวกับปัญหาการบริหารงานของรัฐบาลในรัชกาลที่ 6 (เหรียญ ศรีจันทร์ และ เนตร พูนวิวัฒน์, 2503, น. 36-37)

ไม่ต่างไปจากเสือป่าของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยความที่ ร.ต. เหรียญ  ศรีจันทร์ กับ ร.ต. จรูญ  ษตะเมษ อยู่ใกล้ชิดกันชิดกันมาก “ ...ความรักฝากผีฝากไข้ก็ต้องมีในจิตใจซึ่งกันและกัน ตลอดจนการเงินทองก็แทบจะเป็นกระเป๋าเดียวกัน พอเสร็จกิจการประจำวัน เช่นการหัดและการสอนทหารแล้ว ก็ชวนกันออกไปเที่ยวเตร่พักสมองด้วยกันมากกว่าเพื่อนนายทหารคนอื่นๆ ด้วยเหตุนี้แม้แต่ความคิดในใจซึ่งเป็นความลับลี้ก็ย่อมแสดงออกให้กันได้” (จรูญ ษตะเมษ, 2514, น. (10)-(11)) และเช่นเดียวกับวัฒนธรรม “ความเป็นชาย” ของเสือป่า สังคมกลุ่มทหารมีการชื่นชมเนื้อตัวหน้าตาที่คล้ายผู้หญิง เช่นที่ร.ต. เนตร พูนวิวัฒน์ ชม ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ ผ่านลิลิตว่า

“ขณะที่เหรียญยังเรียน ชื่อ “เตียวเซี่ยน” เพื่อนตั้ง

ให้สมดั่งหน้าสวย  รูปสำรวยขาวผ่อง

ข้อยมองแล้วเห็นจริง  คล้ายผู้หญิงเรียบร้อย

แต่ชดช้อยไม่เป็น ใจเยือกเย็นยิ่งนัก” (เนตร พูนวิวัฒน์, 2514, น. (6)-(7))

และยิ่งเมื่อคณะปฏิวัติ ร.ศ. 130 ถูกจับขึ้นศาลทหารพิเศษ ลงโทษจำคุก “...ระหว่างที่อยู่ในที่คุมขังเราก็ยิ่งสนิทชิดเชื้อกันมากขึ้น กินด้วยกัน นอนด้วยกัน...” (โกย วรรณกุล, 2514, น. (8)-(9)) จนกระทั่งพ้นโทษ พ.ศ. 2467 บรรดาสมาชิกคณะปฏิวัติ ร.ศ. 130 ต่างแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตตามจังหวัดต่างๆ ซึ่ง ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์อาศัยที่กรุงเทพและเมื่อสมาชิกบางคนเดินทางมาทำธุระในกรุงเทพก็จะมาอาศัยที่บ้านของ ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์จนสนิทสนมกับคนในครอบครัว (โกย วรรณกุล, 2514, น. (8)-(9); จรูญ ษตะเมษ, 2514, น. (10)-(11)) และการจากไปของเพื่อนทหารที่สนิทสนมรักใคร่จึงสร้างความสะเทือนใจอย่างยิ่ง เช่นความรู้สึก ร.ต. เนตร พูนวิวัฒน์ ที่แต่งลิลิตไว้อาลัยให้ ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ ว่า

“ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ ในวันมิตรจากไป

‘เนตร’ อาลัยแทบสลบ นั่งเซาซบอยู่นาน” (เนตร พูนวิวัฒน์, 2514, น. (6)-(7))

เช่นเดียวกัน นาทีแรกที่ ร.อ. โกย วรรณกุล นายทหารในคณะร.ศ. 130 ทราบว่า ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ ตายลง ก็ “ใจหาย น้ำตาไหลโชกหน้าโดยมิรู้สึก พูดอะไรไม่ออกอยู่เป็นครู่...หัวใจแทบหยุด และน้ำตาไหลพรากออกมา” (โกย วรรณกุล, 2514, น. (8)-(9))

ในพื้นที่ที่ผู้ชายอยู่ร่วมกันเป็นเวลานานโดยปราศจากผู้หญิง มักเต็มไปด้วยความรักความผูกพันทั้งทางอารมณ์และกายที่เข้มข้นของมิตรภาพระหว่างชายหนุ่ม แม้จะเกิดขึ้นโดยบังเอิญจากการเป็นเพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมชั้น ร่วมสถาบันการศึกษา และแน่นอนที่สุดเพื่อนร่วมห้องนอนซึ่งมักแบ่งปันเตียงนอนร่วมกัน กลายเป็นความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและมีพลังมากซึ่งเชื่อมกระชับความแน่นแฟ้นด้วยความซื่อสัตย์จริงใจต่อกันและถูกทำให้ทรงพลังมีชีวิตชีวาด้วยการแบ่งปันความสนุกสนานเพลิดเพลิน ในบางคู่ มิตรภาพความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนสามารถงอกงามไปสู่ความห่วงใยรักใคร่และความรู้สึกที่อ่อนไหว ความทะนุถนอมห่วงหาอาทรซึ่งกันและกัน จนนำไปสู่ความเสน่หาหรือเกือบจะเสน่หาซึ่งกันและกันแม้ว่าจะตรงกันข้ามกับรูปแบบ “ความเป็นชายแบบนักรบ” ที่ต้องก้าวร้าวดุดันก็ตาม (Rotundo, 1989, pp. 1-25)

การปะทะระหว่างเสือป่ากับคณะ ร.ศ. 130

เมื่อเปรียบเทียบกับเสือป่าแล้ว กองทัพทหารเป็นสังคมชายล้วนที่มีอยู่ดั้งเดิม สร้างความสัมพันธ์ ความรักระหว่างผู้ชายให้แน่นแฟ้นใกล้ชิด ยอมรับผู้ชายที่รูปร่างท่าทางคล้ายผู้หญิง และมีความเป็นหนึ่งเดียวกันในหมู่คณะจนนำไปสู่ความรักชาติและยอมสละชีพเพื่อชาติเช่นกัน เพียงแต่คณะทหารไม่ได้นำไปสู่ความจงรักภักดีต่อกษัตริย์พระองค์ใหม่ ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการสังคมชายล้วนที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นใหม่ทั้งคณะละคร พระราชสำนักฝ่ายในของพระองค์ที่เต็มไปด้วยชายหนุ่มที่ทำหน้าที่พระสหายและบาทบริจาริการับใช้ตลอดทั้งวันทั้งคืน แน่นอนที่สุดรวมถึงเสือป่าด้วย จนนำไปสู่ความพยายามปฏิวัติ เพราะอย่างไรก็ตามความรักความเสน่หาหรือเกือบเสน่หาระหว่างชายหนุ่มด้วยกันก็มีขอบเขตจำกัดเฉพาะ “พวกเรา” ไม่ล้ำออกนอกกลุ่มคณะที่ตนสังกัดอยู่ที่เป็นอื่นหรือ “พวกเขา” ตามสำนึกทหารนักรบที่จะต้องสร้างศัตรูบนพื้นฐานของ “ความเป็นอื่น” และความเกลียดชัง เพื่อเป็นการสร้างความสมานฉันท์ความเป็นหนึ่งเดียวกัน เสือป่าก็เช่นกัน ในกลุ่มเสือป่าเชื่อว่าผู้ที่ไม่ได้เข้ากลุ่มเป็นสมาชิกเสือป่าคือผู้ไม่จงรักภักดีต่อกษัตริย์ ไม่รักชาติ (เสือป่า, 2527, น. 60-63) ซึ่งก็ยิ่งทำให้เสือป่ากลายเป็นการสร้างความแตกแยกระหว่างข้าราชการทหารและพลเรือน ในสายตาของคณะร.ศ. 130 (เหรียญ ศรีจันทร์ และ เนตร พูนวิวัฒน์, 2503, น. 143-144)

และสำหรับคณะทหาร ร.ศ. 130 กลุ่มข้าราชสำนักมหาดเล็กส่วนพระองค์ที่เป็น “เสือป่ารักษาพระองค์” หรือ “กองเสือป่าหลวง” เปรียบเสมือนขั้วตรงข้ามโดยสิ้นเชิง นับตั้งแต่พ.ศ. 2452 ตามบันทึกของ ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ และ ร.ต. จรูญ ษตะเมษ เชื่อว่า “มหาดเล็กสมเด็จพระบรม” 2คน ใช้ไม่รุมตีหัวนายดาบกรมทหารราบที่แต่งกายพลเรือนอกมาเที่ยว จนต้องหนีเข้ากรมทหาร ซึ่งบรรดามหาดเล็กก็วิ่งตามไปยืนท้าทายหน้ากรมทหาร จึงถูกนายทหารรวม 5 คนวิ่งไล่ตีไปจนถึงหน้าประตูวังปารุสก์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชพิโรธอย่างมาก ทรงถือว่าเป็นการกระทำอุกอาจถึงหน้าประตูวังพระรัชทายาท แต่ที่ร้ายไปกว่านั้น พระองค์ทรงกดดันพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วยการยืนกรานที่จะสละพระอิศริยยศพระบรมโอรสาธิราช สยามกุฎราชกุมาร หากไม่ทรงลงพระอาญานายทหารผู้ที่ทำร้ายมหาดเล็กของพระองค์ด้วยการเฆี่ยนหลัง ซึ่งรูปแบบการเฆี่ยนหลังตามจารีตนครบาล ผู้ที่ถูกเฆี่ยนต้องนั่งเหยียดขาเข้าขื่อคา ซึ่งขื่อคือเข้าเครื่องจองจำที่ทำด้วยไม้ มีช่องสำหรับสอดเท้าเข้าไป แล้วตอกด้วยลิ่มเพื่อไม่ให้ขยับตัวได้  และคาเป็นไม่ 2 อันสำหรับหนีบคอไว้ มัดหัวท้ายไม่ให้หัวขยับไปมา ผูกเอวด้วยเชือกหนังตรึงไว้กับหลักด้านหลังเพื่อให้หลังโก่งรับหวายได้เต็มที่ โดยราชมัลซึ่งมี 2 คนยืนเฆี่ยนทางซ้ายและขวาสลับกัน ซึ่งทุกครั้งที่หวายลงหลัง เลือดจะกระเซ็นและอาบไปทั่วหลัง (เหรียญ ศรีจันทร์ และ เนตร พูนวิวัฒน์, 2503, น. 17)

แม้หนังสือพิมพ์ที่เผยแพร่ในกลุ่มทหาร “ยุทธโกษ” รายงานว่า นายทหาร 5 คนถอดเครื่องแบบออกไปเที่ยวเห็นมหาดเล็กพระบรม  2 คนเดินมากับผู้หญิง จึงเข้ารุมตีก่อน ผู้บังคับบัญชากรมทหารจึงนำความขึ้นกราบทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อมีพระบรมราชโองการให้ปลดยศบรรดาศักดิ์และเฆี่ยนนายทหาร 30 ที (อ้างถึงใน อัจฉราพร กมุทพิสมัย, 2524, น. 103) แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มทหารร.ศ. 130 เลือกที่จะเชื่อและมีความทรงจำว่า มหาดเล็กเป็นผู้หาเรื่องคุกคามก่อนและพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงเข้าข้างปกป้องมหาดเล็กของพระองค์ นำไปสู่ความสะเทือนใจและโกรธเคืองให้กับนายทหารอย่างมาก เพราะเชื่อว่าไม่เพียงเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุแต่ยังเป็นความอัปยศเสียเกียรติชาตินักรบตลอดทั้งวงศ์ตระกูล ทั้งๆที่ทหารนั้นเป็นผู้ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ ขณะที่มหาดเล็กเป็นเพียงคนรับใช้ส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์เท่านั้น ทำให้บรรดาทหารต่างเชื่อว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลำเอียงรังเกียจอาฆาตทหารอยู่เสมอ (อัจฉราพร กมุทพิสมัย, 2524, น. 104)

สังคมชายล้วนของพระองค์นำไปสู่ค่าใช้จ่ายจำนวนมากนับตั้งแต่ยังไม่ได้ทรงขึ้นครองราชย์ เช่นการก่อสร้างปรับปรุงตบแต่งภายในพระตำหนักและที่พักของสมาชิกสังคมชายล้วนในพระราชวังทั้งในพระนครและหัวเมือง (สำนักงานราชเลขาธิการ, แฟ้มที่ 111 “พระบรมโอรสาธิราชขอรับเงิน”) แม้จะใช้จ่ายจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์แต่นำไปสู่การติดหนี้สินห้างร้านหลายแห่งจนต้องทรงขอยืมเงินจากพระคลังข้างที่จำนวนมาก และได้สร้างความกังวลพระทัยต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างมากว่าสถาบันกษัตริย์จะเสื่อมเสียชื่อเสียงและนำมาสู่ความพินาศอับจนของประเทศ (หจช., ร.5 ค. 9.2/34 “ร่างพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช” 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2452) ขณะเดียวกัน บรรดาสมาชิกในสังคมชายล้วนก็ทรงอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ จนกิตติศัพท์เกี่ยวกับอิทธิพลและอำนาจบารมีเป็นที่กล่าวขวัญและยำเกรงของผู้คนทั่วไปทั้งชาวบ้านและชาววัง เพราะไม่เพียงเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดพระองค์มากที่สุด แต่ยังทำหน้าที่ระแวดระวังตรวจตราผู้ที่จะเข้าเฝ้า มีอำนาจวินิจฉัยว่าสมควรให้เข้าเฝ้าหรือไม่ และสามารถกีดกันหากเห็นว่าไม่เหมาะสมตั้งแต่บุคคลธรรมดาสามัญไปจนถึงเจ้านายในพระราชวงศ์ มหาดเล็กแม้แต่ชั้นผู้น้อยจึงมีอำนาจและเป็นที่ยำเกรงกันทั่วไป เพราะบรรดาข้าราชการต่างต้องพยายามติดต่อใกล้ชิดบรรดามหาดเล็กให้ความช่วยเหลือ เพื่อเป็นที่รู้จักมักคุ้นและได้รับการสนับสนุนจากพระมหากษัตริย์ ซึ่งอิทธิพลของข้าราชบริพารมหาดเล็กในพระองค์จึงถูกวิพากษ์ติเตียนอย่างมาก กล่าวกันว่า ข้าราชการท่านใดที่เข้าไปติดต่อจะได้รับการปฏิบัติอย่างเลวกับกลุ่มข้าราชบริพารของพระองค์ที่เพิ่งได้ดิบได้ดีใหม่ๆเหล่านี้ด้วย (Sarasas, Pra, 1956, p. 138)

เหตุการณ์ ร.ศ. 130 นำไปสู่ความเข้าใจพอที่จะสันนิษฐานได้ว่าระยะเวลาประมาณ 8 ปีที่ทรงดำรงสถานะพระยุพราช และประมาณ 2 ปีที่ทรงเป็นกษัตริย์ พระองค์กับสังคมชายล้วนของพระองค์ไม่ได้เป็นที่รักใคร่และชื่นชอบมากนักอย่างน้อยที่สุดกับนายทหารชั้นผู้น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสังคมชายล้วนแบบเสือป่า ที่แม้จะเป็นกิจกรรมที่เล่นสนุกกันเฉพาะมหาดเล็กพระสหายหนุ่ม แต่มีการโปรดฯให้พระบรมวงศานุวงศ์เสนาบดีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทรงร่วมกิจกรรมด้วย โดยโปรดฯให้มีอำนาจและยศต่ำกว่าบรรดาข้าราชบริพารมหาดเล็ก เช่นเจ้าพระยารามราฆพที่ไม่มีความรู้ด้านทหารเป็นนายกองโทและนายกองเอกในเวลาต่อมาอย่างรวดเร็ว ขณะที่บรรดาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เช่น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทววงศ์วโรปการ และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมกลวงจันทบุรีนฤนาถและพระบรมวงศานุวงศ์ที่รับราชการฝ่ายทหาร เช่น สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ได้รับการโปรดฯให้เป็นนายกองตรี ประเภทสมาชิกพิเศษซึ่งได้รับการถวายพระยศเพื่อเป็นเกียรติเท่านั้น ย่อมนำไปสู่ความไม่พอพระทัยและความไม่พอใจอย่างมากต่อบรรดานายทหารคณะร.ศ. 130 ที่ต่างเป็นลูกศิษย์สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ (อัจฉราพร กมุทพิสมัย, 2524, น. 138-139)

ดูเหมือนว่าเสือป่าสร้างปัญหาอย่างยิ่งต่อระบบราชการ ในการฝึกซ้อมเสือป่าประจำวัน ที่ผู้นำซ้อมเป็นนายกองเสือป่าซึ่งมักเป็นมหาดเล็กข้าราชบริพารที่ใกล้ชิดเป็นการส่วนพระองค์และไม่มีความรู้ด้านการทหาร ได้สร้างความไม่พอใจให้กับทหารอาชีพและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่สมัครเสือป่าและมียศเสือป่าต่ำกว่า ขณะเดียวกันเมื่อเสือป่าต้องการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ ทว่าจำนวนไม่เพียงพอต่อการฝึกหัดพระองค์จึงทรงมีพระบรมราชโองการสั่งซื้ออาวุธจากกระทรวงกลาโหมทั้งๆที่ไม่ได้มีไว้เพื่อขายเพราะเป็นกำลังของแผ่นดินและเป็นของหลวงที่สำคัญ (อัจฉราพร กมุทพิสมัย, 2524, น. 147, 149-150) และแม้พระองค์ทรงอ้างว่าการฝึกหัดเสือป่าเป็นเพียงการฝึกหัดกำลังกายและวินัยพลเรือนที่เป็นอาสาสมัคร ให้มีความรักกษัตริย์ ชาติ ศาสนา (เสทื้อน ศุภโสภณ, 2504. น. 13) แต่ถึงกระนั้นกิจกรรมเสือป่ากลับต้องมาก่อนการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่เพียงมีพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดีในฐานะนายพลเสือป่าว่าเดือนกุมภาพันธ์ถือว่าเป็นเดือนประลองยุทธ ไม่ให้กำหนดงานลงไปในเดือนนี้ (อมรดรุณารักษ์, 2511 ก, น. 55) บรรดาเสนาบดีและข้าราชการ เช่น เจ้าพระยายมราช เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เจ้าพระยาอภัยราชา เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม จึงต้องงดงานราชการและตามเสด็จซ้อมรบเสือป่า  ซึ่งการซ้อมรบก็ไม่ได้ซ้อมจริงจัง เป็นเรื่องเล่นๆ อย่างเช่น ยิงปืนด้วยปาก แต่ทำให้เหนื่อยเปล่าเพราะต้องออกไปไกลถึงนครปฐม อดหลับอดนอนเหน็ดเหนื่อยกลับมาทำงานไม่ไหวเช่นเดียวกับการฝึกเสือป่าต้องฝึกทุกวันซึ่งส่วนใหญ่เพียงเดินไปเดินมาเหนื่อยเปล่าไม่ได้เกิดประโยชน์และเปลืองแรง (หจช., ร.6 บ. 17/12 “เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ กราบบังคมทูล” 8 มีนาคม พ.ศ. 2455)

แต่นอกเหนือจากความเป็นนักรบของเสือป่า สิ่งที่สร้างความไม่พอใจให้กับคณะ ร.ศ. 130 น่าจะเป็นกิจกรรมการละเล่นต่างๆภายในสังคมชายล้วนเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายด้วยกัน ซึ่งในสายตาของ ร.ต. วาส วาสนา หนึ่งในคณะร.ศ. 130 มองว่าราชการแผ่นดินสมัยรัชกาลที่ 6 เสมือน “ตุ๊กตา” ของเล่นของประเทศ แทบจะยึดอะไรเป็นล่ำเป็นสันไม่ได้ (เหรียญ ศรีจันทร์ และ เนตร พูนวิวัฒน์, 2503, น. 140-141) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงโขนละครที่เป็นอีกกิจกรรมสำคัญในสังคมชายล้วนที่สมาชิกจะต้องเล่นได้ทั้งบทผู้หญิงและผู้ชาย และได้รับการฝักใฝ่กระตือรือร้นอย่างมากจากพระองค์ที่ทรงแสดงด้วยพระองค์เองบ่อยครั้ง จนกลายเป็นอีกความชอบธรรมของกลุ่มทหารที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เนื่องจากกลุ่มทหารคิดว่า “...การเล่นโขนละครของพระประมุขแห่งชาตินั้นไม่มีประโยชน์แก่ชาติอันใดเลย มีแต่จะเสื่อมพระเกียรติยศ เกียรติคุณแก่นานาประเทศ และมีผลกระทบกระเทือนถึงชาติ ถึงประชาชนคนไทยอีกด้วย ควรให้เป็นหน้าที่ของคนอื่นเขาแสดงและจัดการ” (เหรียญ ศรีจันทร์ และ เนตร พูนวิวัฒน์, 2503, น. 143-144)

เพราะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว การจับระบำรำฟ้อนเล่นละครถูกทำให้กลายเป็นระเบียบวาระแห่งชาติ ได้รับการใส่พระทัยมากกว่าการทหาร กองทัพ ยุทโธปกรณ์ ทรงตั้งคณะโขนละครชายล้วนของพระองค์โดยเฉพาะ เพื่อรับจ้างเล่นสร้างความบันเทิงตามสังคมชนชั้นสูง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี สามารถจ่ายได้ และเป็นผู้ที่ได้รับการคัดเลือกมาแล้ว (หจช., ร.6 รล 1/46 “เบ็ดเตล็ดกรมราชเลขานุการ” 2463-2465) แม้แต่ในเสือป่าเอง การเล่นละครฟ้อนรำก็กลายเป็นสิ่งสำคัญโดดเด่น หลังจากฝึกหัดซ้อมรบในตอนกลางวัน ซึ่งจุดขายของละครพระองค์ไม่เพียงรวบรวมบุคคลสำคัญ ตั้งแต่ข้าราชการ เสือป่ายศสูงๆเช่นเจ้าพระยารามราฆพ และพระยาอนิรุทธเทวาไปจนถึงพระองค์เองเป็นตัวละคร แต่เป็นที่รู้กันว่าคณะละครของพระองค์เป็นผู้ชายล้วนทั้งโรง ทรงโปรดให้ผู้ชายสวมบทเป็นผู้หญิงแทน พอๆกับที่พระองค์จะทรงรับบทคนรับใช้และมหาดเล็กรับบทเจ้านายของพระองค์

มากไปกว่านั้น พระสหายสมาชิกที่พระองค์ทรงโปรดปรานอย่างมากในสังคมชายล้วนส่วนพระองค์ เช่น เจ้าพระยารามราฆพที่พระองค์ทรงมีพระราชหัตถเลขายกย่องชมเชยและประทานพรวันเกิดพร้อมกับเงินทำขวัญ 100 ชั่ง ช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์ กบฏ ร.ศ. 130 ประมาณ 4 เดือน กลายเป็นประเด็นสนใจของบรรดาทหาร ถึงขนาดคัดลอกสำเนาแจกจ่ายกัน และกลายเป็นที่ตั้งข้อสังเกตอย่างเคลือบแคลงโดยกลุ่มนายทหาร ร.ศ. 130 เกี่ยวกับความเป็น “คนดี” และ “คนโปรด” ของเจ้าพระยารามราฆพตามความหมายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ซึ่ง ร.ท. จรูญ ณ บางช้าง ได้เขียนข้อความประชดประชันไว้ส่วนบนของสำเนาพระราชหัตถเลขาที่ได้เก็บไว้ว่า “อ่านแล้วคิดให้ตลอดแล้วประพฤติดีไหม” (อัจฉราพร กมุทพิสมัย, 2524, น. 131-132) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินขวัญพระราชทาน จำนวน 100 ชั่ง เนื่องในวันเกิดเจ้าพระยารามราฆพ ก่อให้เกิดความสะเทือนใจแก่ทหารส่วนใหญ่เป็นอย่างมาก ต่างเห็นว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีพระกรุณาธิคุณแก่มหาดเล็ก ข้าราชบริพารชายฝ่ายในร่วมเล่นโขนด้วยเท่านั้น ขณะที่ “พวกเราทำการเหนื่อยแทบตายไม่เห็นได้อะไร อ้ายมันเต้นๆรำๆเท่านั้น ได้ตั้งร้อยชั่งพันชั่ง” ตาม ร.ต. เจือ กล่าว (อัจฉราพร กมุทพิสมัย, 2524, น. 132)

ไม่เพียงความน้อยเนื้อต่ำใจของทหารที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญกับสมาชิกสังคมชายล้วนส่วนพระองค์ที่ไม่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศเท่าทหาร แต่สายสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าแผ่นดินที่สนิทเสน่หากับสมาชิกพระสหายคนโปรดอย่างเจ้าพระยารามราฆพ ที่ดูซับซ้อนและน่าเคลือบแคลงสงสัยก็ได้นำไปสู่ความไม่พอใจ ไม่เพียงคณะร.ศ. 130 แต่ยังสร้างความตกใจต่อข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เคยรับใช้กษัตริย์พระองค์ก่อน เพราะรัชกาลที่ผ่านมา ไม่เคยมีสังคมชายล้วนที่กษัตริย์ทรงชุบเลี้ยงชายหนุ่มไว้ในที่รโหฐานแทนบาทบริจาริกาหญิงสาวและนางใน เพื่อใช้สอยและแวดล้อมอย่างใกล้ชิด และโปรดประทับร่วมกันตลอดเวลา ซึ่งเพราะถือว่าขัดกับขัตติยราชประเพณี (อัจฉราพร กมุทพิสมัย, 2524, น. 113-114) เพราะในค่านิยมผู้ชายชนชั้นสูงสมัยนั้นการสะสมเมียและผู้หญิงคือการประกาศอำนาจบารมี (Loos, 2005, pp. 881-909) กษัตริย์ต้องแวดล้อมไปด้วยหญิงสาวในฐานะบาทบริจาริกานางใน ไม่ใช่ชายหนุ่มในฐานะบาทบริจาริกา และพระสหายที่รู้พระทัย

เพราะอย่างไรก็ตาม กษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะจอมทัพนักรบใหญ่ และนับตั้งแต่ในรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ที่สยามไม่ได้เป็นรัฐจารีตอีกต่อไป กองทัพและทหารมีความสำคัญต่อชาติมากขึ้น ในฐานะที่ถูกอธิบายให้เป็นรั้วของรัฐประชาชาติ (nation-state) มีพื้นที่ดินแดนขอบเขต กลายเป็นชุมชนที่มีพื้นที่ชัดเจนบนแผนที่โลกจากการปักปันเขตแดน นำไปสู่ความพยายามของรัฐในการประดิษฐ์สำนึก “ความเป็นชาติ” และความรักความหวงแหนในฐานะชุมชนร่วมกันภายในสมาชิก แม้ว่าสมาชิกจะไม่ได้รู้จักกันทั้งหมดก็ตาม (Anderson, 1991) การสงครามและการประกาศแสงยานุภาพทางการทหารจึงกลายเป็นโอกาสในการประกาศและบททดสอบอันยิ่งใหญ่ของ “ความเป็นชาย” ในฐานะ “ผู้ที่ได้รับความพร้อมที่จะออกรบและสละชีพได้เพื่อประมุข รัฐ และจักรวรรดิ (Queen, Country and Empire) ทหารนักรบจึงต้องก้าวร้าวดุดัน เข้มแข็ง พร้อมจับอาวุธต่อสู้พลีชีพเพื่อชาติ (Dawson, 1994, p. 1) หรือในอีกความหมายหนึ่ง สำนึกของทหาร การปกครองและสร้างความมั่นคงให้กับประเทศจึงมีสาระมากกว่าและเป็นหน้าที่ที่ควรมาก่อนการละเล่นละครของกษัตริย์

ไม่เพียงเพราะการละครได้รับการอุปถัมภ์และสนพระทัยจากพระเจ้าแผ่นดิน ที่ทำให้บรรดาหทารร.ศ. 130 ไม่พอใจจนพยายามปฏิวัติ แต่คณะละครของพระองค์ซึ่งก็รวมนายกองเสือป่า สมาชิกเสือป่าและข้าราชการยศสูงๆ เป็นการเล่นละครที่ผู้ชายต้องแต่งหญิง แสดงเป็นผู้หญิงทั้งน้ำเสียง กิริยาท่าทาง ไปจนถึงกันหน้าโกนคิ้วขนหน้าแข้ง นอกเหนือจากเสื้อผ้าหน้าผมและวิก (อมรดรุณารักษ์, 2511 ข, น. 196) มากกว่าจะแสดงความบึกบึน เข้มแข็ง ห้าวหาญตาม “แบบผู้ชาย” รวมไปถึงการละเล่นแต่งตัวข้ามเพศของพระองค์ตั้งแต่ทรงดำรงพระอิสรยยศพระบรมโอรสาธิราชที่ทรงมีกิจกรรมให้ข้าราชการและมหาดเล็กรับพระราชทานฉลาก เพื่อรับพระราชทานเครื่องแต่งตัว “แปลกๆ” ตามเลขในฉลาก เพื่อความขำขัน ซึ่งรวมไปถึงการ “แต่งหญิง” ด้วย (นายแก้ว, 2502, น. 109-110) ดังนั้นการแต่งหญิงในพระราชสำนักของพระองค์ มีจุดประสงค์ให้ดูประหลาดตาเพื่อความขบขำ อย่างไรก็ตามสำหรับพระองค์ หากแต่งได้เหมาะสมก็ไม่ได้ถือเป็นเรื่องตลกเพราะไม่ดูแปลกประหลาด เช่น เจ้าพระยารามราฆพ นายกุหลาบ โกสุมภ์ เพราะรูปร่างหน้าตาพอจะเป็นผู้หญิงได้ และเคยสวมบทตัวละครเป็นผู้หญิงมาแล้ว (นายแก้ว, 2502)

 “การแต่งหญิง” และการแสดงละครในสังคมชายล้วนของพระองค์ นอกจากเป็นการท้าทายความสามารถของชายหนุ่มสมาชิกสังคมชายล้วนที่พยายามเลียนแบบผู้หญิงให้คล้ายคลึงกับผู้หญิงมากที่สุด ยังเป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกสังคมชายล้วน ซึ่งก็เป็นสมาชิกเสือป่าด้วยเช่นกัน ที่มีรูปร่างเล็กบอบบาง อ้อนแอ้น หน้าเด่น ผิวขาว สวยคล้ายผู้หญิงมีบทบาทและพื้นที่ในการแสดงตัวตนคล้ายผู้หญิง เช่นพระยาอนิรุทธเทวาน้องชายเจ้าพระยารามราฆพ ผู้มีลักษณะกระตุ้งกระติ้งและอ่อนโยน (Greene, c1999, p. 77) “...มีจริตกิริยาอันแช่มช้อย..” (ธรรมราชนิเทศ, พระ, 2494, น. (5)-(10)) “...เอวบางร่างน้อยจริตกิริยาเหมือนผู้หญิง...” (เฉลา อนิรุทธเทวา, 2494, น. (11)-(15)) รวมทั้งเป็นพื้นที่ที่สมาชิกในสังคมชายล้วนของพระองค์สามารถสัมผัสและแสดงอารมณ์ความรู้สึกแบบความสัมพันธ์ชายหญิงทั้งกอดกระหวัด กระเง้ากระงอด เกี้ยวพาราสี ในฐานะตัวละครคู่พระนาง ขณะเดียวกันก็ยังสามารถสัมผัสและแสดงอารมณ์ความรู้สึกและความสัมพันธ์แบบชายหญิงได้ผ่านบทละครที่ต้องเล่นเป็นตัวละครคู่พระนางท่ามกลางสังคมสภาพแวดล้อมแบบชายล้วน ซึ่งกลายเป็นโอกาสและช่องทางของชายที่ชอบแต่งหญิงและชอบผู้ชายด้วยกัน เหมือนกับคณะละครของกษัตริย์รัชกาลที่ผ่านมา ที่ตอบสนองและเปิดโอกาสให้นางในเปิดเผยรสนิยมทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ เช่น “การเล่นเพื่อน” และการแต่งกายข้ามเพศ (คึกฤทธิ์ ปราโมช, ม.ร.ว., 2514, น.117-118)

อย่างไรก็ตาม สมาชิกผู้ชมที่เป็นชายต่างรู้อยู่เต็มอกว่านักแสดงเป็นชายแม้จะแต่งกายและรับบทเป็นผู้หญิง เล่นฉากเข้าพระเข้านางที่แสดงความรักกัน ความชื่นชมที่ผู้ชมมีต่อนักแสดงแท้จริงคือความชื่นชมที่ผู้ชายมีให้กับผู้ชายที่แต่งหญิง และการเข้าพระเข้านางระหว่างผู้ชายที่แต่งชายกับผู้ชายที่แต่งหญิง การที่สมาชิกชายหนุ่มในสังคมชายล้วนเสพละครด้วยกันเอง จึงแสดงถึงความชื่นชมและเสน่หาระหว่างผู้ชายด้วยกันเอง ซึ่งกลายเป็นอีกลักษณะหนึ่งของ “ความเป็นชาย” ของสังคมชายล้วน ผู้ที่รับบทนางเอกประจำทุกเรื่อง และแต่งและแสดงได้เหมือนจะได้รับคำชม เช่นพระยาอนิรุทธเทวาในบทตัวนางที่ “เล่นได้อย่างแนบเนียน” (สุทธวงษวิจิตร, พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า, 2514, น. (32)-(37)) ถูกโจษกันว่าเป็นกะเทยและมี “ใจเป็นหญิง ชอบเลียนแบบอย่างผู้หญิง” (เฉลา อนิรุทธเทวา, 2494, น. (11)-(15)) เช่นเดียวกับการแต่งหญิงเพื่อความบันเทิงและปลุกขวัญทหารในสนามรบ ในสังคมอังกฤษ ที่หนีไม่พ้นคำครหาหรือการถูกตีตราในทำนองชายรักเพศเดียวกัน (Boxwell, 2002, pp. 1-20)

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงมีพระรูปโฉมและพระราชบุคลิกลักษณะ คล้ายคลึงผู้หญิง (อมรดรุณารักษ์(อุทุมพร สุนทรเวช), 2540, น. 779-785) ดูเหมือนกับว่า “การแต่งหญิง” และเล่นละครฟ้อนรำในบทผู้หญิงเป็นความโปรดปรานส่วนพระองค์ตั้งแต่ดำรงพระราชอิสริยยศเป็นพระบรมโอรสาธิราช พระองค์ไม่เพียงทรงสวมบทตัวละครในบททั้งชายและหญิงต่อหน้าที่สาธารณะ นับตั้งแต่ยังไม่ขึ้นครองราชย์ ในคราวเสด็จประพาสญี่ปุ่นพระองค์ ทรงฉายพระรูปในฉลองพระองค์ด้วยกิโมโนอย่างผู้หญิงญี่ปุ่นและทรงถือพัด “โพส” ท่าแบบผู้หญิงอย่างสวยงาม จากนั้นทรงโปรดให้ใส่กรอบไว้บนโต๊ะในห้องพระบรรทม (จุลลดา ภักดีภูมินทร์, 2537, น. 64-66)

สังคมชายล้วนของพระองค์และรวมถึงพระองค์เองจึงไม่ได้เป็นที่พึงประสงค์ของคณะ ร.ศ. 130 เพราะวัฒนธรรมการใช้พื้นในการ “แต่งหญิง” ที่สำหรับทหารแล้วควรปรากฏเพื่อความบันเทิงสำหรับหมู่คณะและเพื่อเติมเต็มการขาดผู้หญิงและ “ความเป็นหญิง” เท่านั้น มากกว่าเพื่อสนองรสนิยมความชื่นชอบส่วนบุคคล ขณะเดียวกัน หากเสือป่าสร้างอัตลักษณ์ให้เสมือนกองทัพ ก็ควรมีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดการแสดงเหมือนกองทัพอังกฤษ (Boxwell, 2002, pp. 1-20) ไม่ใช่ให้จอมทัพแสดงเองหรือหัวหน้านายกองแสดง เหมือนที่ทั้งเจ้าพระยารามราฆพและพระยาอนิรุทธเทวาซึ่งเป็นนายกองเสือป่าแต่รับบทผู้หญิงเสียเอง ตามวัฒนธรรมการนิยามให้ความหมายบทบาทหน้าที่ของผู้ชายที่มีต่อรัฐสมัยใหม่  ที่พระเจ้าแผ่นดินหรือผู้บังคับบัญชาผู้อยู่ในฐานะนักรบใหญ่ควรจะ “แมน” พอที่จะทำหน้าที่ “แบบผู้ชายๆ” ไม่ใช่ “ออกสาว” หรือ “แต่งหญิง” แม้จะบนเวทีละครก็ตาม เพราะพระองค์ไม่ใช่ผู้ชายในระดับชาวบ้านชนชั้นต่ำที่สามารถแต่งหญิง แสดงท่าทางเลียนแบบผู้หญิงได้เพื่อความบันเทิงเริงใจในการแสดงเช่นละครนอก ละครชาตรี และแม้ว่าการแต่งกายสลับเพศไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะการแต่งกายแฟนซีเป็นพระราชนิยมอย่างหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมักโปรดเกล้าฯให้มีแต่งแฟนซีในงานเลี้ยงฉลองตามโอกาสต่างๆ (วรรณพร บุญญาสถิตย์, 2552, น. 172)  แต่ก็เป็นการที่ผู้หญิงแต่งข้ามเพศเป็นผู้ชายมากกว่าผู้ชายแต่งข้ามเพศเป็นผู้หญิง เช่นเดียวกัน วัฒนธรรมการชื่นชมผู้ชายที่เนื้อตัวหน้าตาสวยขาวจริตจะก้านเรียบร้อยคล้ายผู้หญิง อย่างการชื่นชม ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ และยอมรับความสัมพันธ์อย่างซับซ้อนและลึกซึ้งเหมือนคู่ของร.ต. เหรียญ  ศรีจันทร์ กับ ร.ต. จรูญ  ษตะเมษ ของนายทหารในคณะ ร.ศ. 130 ที่เป็นการรวมตัวของทหารชั้นผู้น้อย ไม่ใช่นายทหารชั้นสูงหรือผู้บังคับบัญชา รวมไปถึงค่านิยมดั้งเดิมต่อชนชั้นสูงผู้ชาย

และเพื่อเป็นการตอบโต้คณะร.ศ. 130 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงต้องรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและความปลอดภัยด้วยสังคมชายล้วนที่มีลักษณะเดียวกับกองทัพซึ่งก็คือด้วยการหันไปให้ความสำคัญกับเสือป่ามากขึ้นให้เป็นสังคมชายล้วนที่มีพระองค์เป็นศูนย์กลาง ทำให้เสือป่าไม่เพียงเป็นสังคมชายล้วนที่ผู้ชายมีความรักความผูกพันทางกายและใจ ยอมรับผู้ชายที่มีจริตจะก้าน ท่าทางคล้ายผู้หญิงหรือ “แต่งหญิง” อย่างมากที่สุดบนเวทีละคร แต่ยังต้องมีความภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในฐานะของความเป็นสมาชิก เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม

--------------------------
บรรณานุกรม

เอกสารยังไม่ได้ตีพิมพ์

สำนักงานราชเลขาธิการ, แฟ้มที่ 111, เรื่องสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชขอรับเงินไปใช้จ่ายในการก่อสร้างที่เนื่องด้วยการทำวัง.

หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, กรมศิลปากร, เอกสารรัชกาลที่ 5 กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ 9.2/34. ร่างพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช. ลงวันที่ 11 กรกฎาคม ร.ศ. 128 (พ.ศ. 2452).

หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, กรมศิลปากร, เอกสารรัชกาลที่ 6 กรมราชเลขานุการ 1/46. เบ็ดเตล็ด กรมราชเลขานุการ เรื่องเรียนวิธีปฏิบัติทูลเกล้าถวายหนังสือ, พ.ศ. 2463-2465.

หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, กรมศิลปากร, เอกสารรัชกาลที่ 6 เบ็ดเตล็ด 3.1/64 เล่ม 4. เรื่องเจ้าพระยายมราช พระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงพระยายมราช. ลงวันที่ 4 มิถุนายน ร.ศ. 130 (พ.ศ. 2455).

หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, กรมศิลปากร, เอกสารรัชกาลที่ 6 เบ็ดเตล็ด 16/3. เสือป่าถือน้ำพิเศษครั้งที่สอง จดหมายของเจ้าพระยายมราช กราบบังคมทูลรัชกาลที่ 6. ลงวันที่ 27 พฤษภาคม ร.ศ. 130 (พ.ศ. 2455)

หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, กรมศิลปากร, เอกสารรัชกาลที่ 6 เบ็ดเตล็ด 16/35. การเกณฑ์ทหารกับขออนุญาตไม่เกณฑ์ทหาร. ลงวันที่ 6-17 มีนาคม พ.ศ. 2456.

หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, กรมศิลปากร, เอกสารรัชกาลที่ 6 เบ็ดเตล็ด 17/12 ลายพระหัตถ์สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. ลงวันที่ 8 มีนาคม ร.ศ. 130 (พ.ศ. 2455). 

หนังสือ

โกย วรรณกุล. (2514). ไว้อาลัย ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ ใน เหรียญรำลึก ปฏิวัติครั้งแรกของไทย (น. 8-9). พระนคร : โรงพิมพ์อักษรไทย. (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ร.ต.เหรียญ ศรีจันทร์)

คึกฤทธิ์ ปราโมช, มรว.. (2514). โครงกระดูกในตู้. พระนคร: โรงพิมพ์ชัยฤทธิ์.

จรูญ ษตะเมษ. (2514). เพื่อนต้นคิด มิตรร่วมชีพ ใน เหรียญ ศรีจันทร์ และ เนตร พูนวิวัฒน์, เหรียญ รำลึก ปฏิวัติครั้งแรกของไทย (น. 10-11). พระนคร : โรงพิมพ์อักษรไทย. (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ร.ต.เหรียญ ศรีจันทร์)

จุลลดา ภักดีภูมินทร์. “พระอาทิตย์” กับ “พระจันทร์” ของชาววัง. วชิราวุธานุสรณ์สาร,14(4), 64-68.  

เฉลา อนิรุทธเทวา (2494). ฟื้นรำลึก ใน ประมวลบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาคปกิณกะ (น. (11)-(15)). พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์. (พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตรี พระยาอนิรุทธเทวา (ม.ล. ฟื้น พึ่งบุญ) 22 เมษายน 2494.)

ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตำรวจตรี พระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมือง (เทียบ อัศวรักษ์). (2512) :  (ม.ป.พ.).(ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตำรวจตรี พระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมือง (เทียบ อัศวรักษ์) ณ เมรหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส อาทิตย์ 1 มิถุนายน 2512)

ธรรมราชนิเทศ, พระ. (2494). “อนิรุทธ” รำลึก. ใน มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. ประมวลบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาคปกิณกะ (น. (5)-(10)). พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์. (พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตรี พระยาอนิรุทธเทวา (ม.ล. ฟื้น พึ่งบุญ) 22 เมษายน 2494)

ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์. (2550). ข้ออ้างการปฏิวัติ-รัฐประหาร-กบฏในการเมืองไทยปัจจุบัน. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.

นายแก้ว. (2502). จดหมายเหตุประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ ร.ศ. 128 ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช. พระนคร: โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย.

เนตร พูนวิวัฒน์. (2514).  ลิลิตไว้อาลัย ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ มิตรร่วมชีพแห่งคณะปฏิวัติ ร.ศ. 130.ในเหรียญรำลึก ปฏิวัติครั้งแรกของไทย (น. 6-7).      พระนคร : โรงพิมพ์อักษรไทย.(พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ร.ต.เหรียญ ศรีจันทร์)

ประยุทธ สิทธิพันธ์. (2522). ลูกเสือ 4 แผ่นดิน. กรุงเทพฯ :  รวมข่าว.

มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว,พระบาทสมเด็จพระ. (2506).  บทที่2 ความมุ่งหมายในการที่ตั้งกองเสือป่าขึ้น ใน ปลุกใจเสือป่า พระบรมราโชวาทใน  พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (น. 12-27). กรุงเทพ:  (ม.ป.พ.).  (สมเด็จพระภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณณวดี ทรงโปรดให้พิมพ์เป็นบรรณการในการบำเพ็ญพระกุศลคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ครบ 38 ปี วัดบวรนิเวศวิหาร 26 พฤศจิกายน 2506).

มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว,พระบาทสมเด็จพระ. (2506).  บทที่3 น่าที่ประจำตัวคนทุกคน ใน ปลุกใจเสือป่า พระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (น. 28-43). กรุงเทพ:  (ม.ป.พ.).  (สมเด็จพระภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณณวดี ทรงโปรดให้พิมพ์เป็นบรรณการในการบำเพ็ญพระกุศลคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ครบ 38 ปี วัดบวรนิเวศวิหาร 26 พฤศจิกายน 2506 )

มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว,พระบาทสมเด็จพระ. (2506).  บทที่4 ภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดิน ใน ปลุกใจเสือป่า พระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว(น. 44-55). กรุงเทพ: (ม.ป.พ.).  (สมเด็จพระภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณณวดี ทรงโปรดให้พิมพ์เป็นบรรณการในการบำเพ็ญพระกุศลคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ครบ 38 ปี วัดบวรนิเวศวิหาร 26 พฤศจิกายน 2506 )

วรรณพร บุญญาสถิตย์. (2552). จอมนางแห่งสยาม : ในสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 6 กับกระแสวัฒนธรรมตะวันตก.กรุงเทพฯ: บริษัทสร้างสรรค์บุ๊คส์ จำกัด.

เสทื้อน ศุภโสภณ. (2504).  พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และ ประวัติการลูกเสือไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา.

สุทธวงษวิจิตร, พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า. (2514). ใน ประเพณีในพระราชสำนัก (บางเรื่อง) (น. (32)-(37)). ม.ป.ท.: ม.ป.พ. (พิมพ์ฉลองพระคุณในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตรี หม่อมทวีวงศ์ถวัลย์ศักดิ์ (ม.ร.ว. เฉลิมลาภ ทวีวงศ์) ป.จ., ม.ป.ช., ม.ว.ม., ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเพทศิรินทราวาส วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2514)

สุนทรพิพิธ, พระยา . (2503). มิตรผู้เป็นบุผการี. ใน กฎมนเทียรบาลว่าด้วยข้าราชการในพระราชสำนัก (น. ฆ-จ) :  (ม.ป.พ.).  (พิมพ์เป็นมิตรพลีในงานพระราชทานเพลิงศพ หลวงสรรสารกิจ (เคล้า คชนันท์) วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 16 พฤษภาคม 2503)

เสือป่า. (2527). มานวสาร, 7(4), 60-63.

เหรียญ ศรีจันทร์ และ เนตร พูนวิวัฒน์. (2503). ประวัติปฏิวัติครั้งแรกของไทย ร.ศ. 130. พระนคร : โรงพิมพ์กิมหลีหงวน. (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานศพ ร.อ. ขุนทวยหาญพิทักษ์ นายแพทย์เหล็ง ศรีจันทร์) ณ เมรุวัดมกุฎกษัตริยาราม วันอังคารที่ 19 เมษายน 2503)

เหรียญ ศรีจันทร์ และ เนตร พูนวิวัฒน์. (2514). เหรียญรำลึก ปฏิวัติครั้งแรกของไทย. พระนคร : โรงพิมพ์อักษรไทย. (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ร.ต.เหรียญ ศรีจันทร์)

อมรดรุณารักษ์, จมื่น (แจ่ม สุนทรเวช). (2511 ก). กำเนิดพระราชวังสนามจันทร์และพระปฐมเจดีย์ พระมหาธีรราชเจ้ากับดอนเจดีย์ อนุสรณ์ของเสือป่าและลูกเสือ. พระนคร : องค์การค้าของคุรุสภา.

อมรดรุณารักษ์, จมื่น (แจ่ม สุนทรเวช). (2511 ข). พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6, ความรัก, มหาศิลปินเอกของชาติไทย. กรุงเทพ  : องค์การค้าของคุรุสภา.

อมรดรุณารักษ์ (อุทุมพร สุนทรเวช). (2540). สมเด็จพระบรมราชชนนี . ใน สารานุกรมพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (น. 779-785). กรุงเทพฯ: มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว.

อัจฉราพร กมุทพิสมัย. (2524). กบฏ ร.ศ. 130 : ศึกษากรณีการปฏิรูปทางการปกครองและกลุ่ม "ทหารใหม่". วิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บัณฑิตวิทยาลัย, สาขาประวัติศาสตร์.

Books and Journals

Anderson, Benedict. (1991). Imagined Communities: Reflections on the Origin and Spread of Nationalism. London and New York: Verso, Revised Edition.

Bird, Sharon R.. (1996).  Welcome to the men’s club: Homosociality and the maintenance of hegemonic masculinity(pp. 120-132). Gender & Society 10(2).

Boxwell, David A.(January, 2002)The Follies of War: Cross-Dressing and Popular Theatre on the British Front Lines, 1914-18 (pp. 1-20).Modernism/modernity, 9(1).

Das, Santanu. (January, 2002). "Kiss Me, Hardy": Intimacy, Gender, and Gesture in First World War Trench Literature. (pp. 51-74). Modernism/modernity, 9(1). 

Dawson, Graham. (1994). Soldier heroes: British adventure, empire, and the imagining of masculinities. London: Routledge.

Flood, Michael. (April, 2008). Men, Sex, and Homosociality: How Bonds between Men Shape Their Sexual Relations with Women. Men and Masculinities,10 (3), 344-345.

Greene, Stephen Lyon Wakeman. (1999). Absolute dreams: Thai government under Rama VI, 1910-1925. Bangkok, Thailand: White Lotus.

K. O’Donnell & M. O’Rourke (Eds.). (2003).  Love, Sex, Intimacy and Friendship between Men, 1550-1800, (n.p.): Basingstok.

Kimmel,  Michael  &  Aronson,  Amy. (2003). Men & Masculinities: A Social, Cultural, and Historical Encyclopedia. (n.p.) : ABC

Loos, Tamara. (November, 2005).  Sex in the Inner City: The Fidelity between Sex and Politics in Siam. The Journal of Asian Studies 64(4), 881-909.

Oosterhuis, Harry. (April,1997). Medicine, Male Bonding and Homosexuality in Nazi Germany (pp. 187-205). Journal of Contemporary History, 32(2).

Pryke, Sam. (2001). The Boy Scouts and the ‘Girl Question’ Sexualities  4,191-210.

Sarasas, Pra. (1956). My country Thailand; its history geography and civilisation. (n.p.)

Tosh, John. (1999). A Mans Place: Masculinity and the Middle-Class Home in Victorian England. New Haven, Connecticut : London, Yale University Press.

Rotundo, E. Anthony. (1989). Romantic Friendship: Male Intimacy and Middle-Class Youth in the United States, 1800-1900 (pp. 1-25) . Journal of Social History, 23.


Read 1544 Send to friends Pintting