The Southeast Asian Consortium On Sexuality , And Health gender-sensitive approaches in sexuality and health research, policies and interventions
 

         Learning -> Thai-Lao E-Newslestter 

 

เพศรส กับรองเท้าดอกบัวทองคำ ซินเดอเรลล่าฉบับจีน
ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

นอกเหนือจากที่ “เท้า” จะเป็นอวัยวะสำหรับใช้ในการสัญจร รับน้ำหนัก ใช้กวน หรือใช้ยัดใส่หน้าคนที่เราไม่ชอบขี้หน้าทั้งหลาย ฯลฯ เท้ายังสัมพันธ์กับเรื่องที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันเลยอีกเรื่องคือ “เพศรส” ดังจะเห็นได้จากข้อมูลในหลายๆ วัฒนธรรม

ไม่ต้องไปไหนไกลให้วุ่นวาย วัฒนธรรมของชาวฮั่น หรือคนจีนบริเวณเหนือลุ่มน้ำแยงซีขึ้นไปนั้นมีประเพณีมัดเท้าสตรีให้มีขนาดเล็กจนผิดรูป ก่อนจะสวมใส่ด้วย “รองเท้า” ที่เรียกกันว่า “รองเท้าดอกบัวทองคำ”

อ้างต่อๆ กันว่าโดยไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าที่เรียกว่า “รองเท้าดอกบัวทองคำ” เป็นเพราะว่าดอกบัว (บางแห่งก็ว่าต้องเป็นดอกบัวขนาดสามนิ้วตรงขนาดของเท้าที่ว่างามในอุดมคติของจีน) เป็นสัญญาลักษณ์ของพระโพธิสัตว์กวนอิม ชื่อเรียกดอกบัวจึงหมายถึง เท้าอันประเสริฐเทียบกับดอกบัว บ้างก็เพราะสัณฐานของเท้าที่มัดนั้นคล้ายดอกบัว

เท้าที่จะเรียกว่าดอกบัวทองคำโดยสมบูรณ์ได้นั้น ต้องมีขนาดใหญ่ไม่เกินสามนิ้ว ที่เรียกว่า “สามนิ้วดอกบัวทองคำ” (ตามชุ่นจินเหลียน) หากมีขนาดใหญ่กว่าสามนิ้วแต่ไม่เกินสี่นิ้วจะเรียกว่ารองเท้าดอกบัวเงิน ส่วนที่เกินสี่นิ้วจะเรียกว่ารองเท้าดอกบัวเหล็ก

เท้าที่ถูกรัดจนพิการผิดรูปนั้นจะต้องเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ไว้ให้พร้อมตั้งแต่ก่อนจะทำการรัดเท้า ซึ่งประกอบด้วยผ้ารัดเท้าที่ทำจากผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย นุ้น อ่างน้ำ น้ำอุ่น กรรไกร สารส้ม ในขั้นแรกหญิงสาวต้องล้างเท้าให้สะอาดเสียก่อน จากนั้นนำสารส้มมาถู แล้วค่อยพันเท้าด้วยผ้าเป็นชั้นๆ จากส้นเท้าไล่มาจากถึงนิ้วเท้า โดยหักนิ้วเท้าทั้งสี่ให้ติดชิดกับฝ่าเท้าด้านใน แล้วพันจนแน่น ผ้าที่ใช้รัดเท้าปกติกว้างประมาณ 3 นิ้ว – 3.5 นิ้ว แคบสุดไม่ต่ำกว่า 2.5 นิ้ว และยาว 7 - 10 ฟุต เป็นอันเสร็จกระบวนการ

หลักฐานเก่าแก่ที่สุดของประเพณีการรัดเท้าในจีนที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายเกิดขึ้นในรัชสมัยของจักรพรรดิหลี่อี้ว์ หรือหลี่โฮ่วจู่ แห่งราชวงศ์ถังใต้ ในยุค 5 ราชวงศ์ (ค.ศ. 923-936) โดยอ้างอิงกันว่านางกำนันคนหนึ่งของจักรพรรดิหลี่อี้ว์ ชื่อเหย่าเหนียง ต้องการทำให้จักรพรรดิพอพระทัย  จึงใช้ผ้าที่ทำงานแพรไหมสวยงามรัดเท้าจนเรียวเล็กราวพระจันทร์เสี้ยว ขณะที่ร่ายรำต่อหน้าพระพักตร์ จักรพรรดิหลี่อี้ว์ทรงพอพระทัยการแสดงครั้งนั้นเป็นอย่างยิ่ง

ต่อมาเหย่าเหนียงได้สั่งให้ทำรองเท้าที่ประดับประดาด้วยไข่มุก อัญมณีนานาชนิด แล้วให้นางสนมกำนัลสวมใส่หลังจากที่รัดเท้าแล้ว ท่วงท่าที่อ่อนช้อยบนรองเท้าคู่น้อย จักรพรรดิยังคงพอพระทัยยิ่งเช่นกัน นับตั้งแต่นั้นมา แฟชั่นการรัดเท้าในหมู่นางวังจึงค่อยๆ ขยายวงออกไปยังหมูลูกสาวของเหล่าขุนนางในสังคมชั้นสูง เมื่อมาถึงสมัยหมิง (ค.ศ.1368-1644) ความนิยมในการรัดเท้าจึงค่อยแผ่กว้างไปในหมู่สาวสามัญชนทั่วประเทศ

ในราชสำนักชิงที่มีพวกแมนจูเป็นผู้ปกครองดูจะไม่ชอบใจกับประเพณีของชาวฮั่นนัก เมื่อจักรพรรดิคงชิ (ค.ศ.1662-1721) ขึ้นครองบัลลังก์ได้ 3 ปี ทรงมีพระราชโองการให้เลิกประเพณีดังกล่าว โดยจะลงโทษพ่อแม่ของผู้ที่ฝ่าฝืนแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ และกลับกลายเป็นว่าหญิงสาวชาวแมนจูจากที่เคยสวมรองเท้าไม้ ก็หันมานิยมใส่รองเท้าที่มองจากภายนอกแล้วเป็นรองเท้าผ้านุ่มนิ่มลวดลายสวยงาม และมีรูปทรงเหมือนรองเท้าดอกบัวทองคำด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะหญิงชาวฮั่นการรัดเท้ายิ่งกลายเป็นสัญญาลักษณ์ของการไม่ยอมศิโรราบต่อราชวงศ์ชิง

จนกระทั้งสมัยของจักรพรรดิเฉียนหลง (ค.ศ.1736-1795) ได้ทรงออกคำสั่งห้ามหลายครั้งไม่รัดเท้า ความคลั่งไคล้ในแฟชั่นจึงค่อยลดลงไปได้บ้าง แต่ก็ยังมีการลักลอบทำกันอยู่

ถึงแม้ว่าเมื่อคิดในทรรศนะของคนในปัจจุบันซึ่งวิทยาศาสตร์กายภาพเป็นพื้นฐานสำคัญ ลักษณะของเท้าอย่างที่ว่าจึงไม่งามแน่ แต่หลักฐานในประวัติศาสตร์จีนทั้งหมดที่กล่าวมานี้กลับมองหญิงสาวที่มีเท้าเล็กเป็นดอกบัวทองคำนั้นทั้งสวย ทั้งเซ็กซี่อย่างไม่น่าเชื่อ

ดังจะเห็นได้ว่า สังคมจีนเริ่มปฏิเสธประเพณีดังกล่าวอย่างกว้างขวางเมื่อวัฒนธรรมตะวันตกเริ่มเข้าสู่สังคมจีนอย่างแพร่หลายในยุคหลังสงครามฝิ่น ความรู้สึกต่อต้านประเพณีคร่ำครึค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเองตามธรรมชาติในจิตใจของชาวจีนรุ่นใหม่ มีการจัดตั้งสมาคมผู้ไม่รัดเท้าในกว่างตุง (กวางตุ้ง) ครั้งแรกในปี ค.ศ.1896 ที่เปิดรับสมาชิก ก็มีสมาชิกมากกว่าหมื่นคน รัฐบาลในยุคนั้นก็ได้พยายามทุกวิถีทางที่จะลบล้างประเพณีนี้ออกไปจากสมองคนจีน เช่น การบรรจุเนื้อหาการเลิกรัดเท้าในหนังสือแบบเรียนขั้นประถม เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลิกรัดเท้า ตลอดจนตรากฎหมายที่มีบทลงโทษชัดเจน เป็นต้น

ในฐานะของผู้ชายคนหนึ่งผมเองก็ไม่สามารถจิตนาการได้ว่าผู้หญิงที่ถูกสังคมทำให้เท้าของเธอพิการได้อย่างไร?

ผมคิดว่า ที่มีผู้พยายามอธิบายว่าการเดินบิดไหวสะเงาะสะแงะจากเท้าที่เล็กจนไม่อาจแบกน้ำหนักตัวได้ถนัด จนดูประหนึ่งว่าเป็นการเต้นรำ เชิญชวนให้ผู้ชายรู้สึกวาบหวามรัญจวน ท่วงท่าเดินเหินของผู้หญิงที่อ่อนแอต้องการผู้ปกป้อง จนทำให้ผู้ชายคิดไปถึงเรื่องบนเตียงนั้นเป็นเพียงการจินตนาการภาพความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิง และผู้ชาย ผ่านแนวคิดสมัยใหม่เท่านั้น

เพราะคำอธิบายเหล่านี้ไม่สามารถอธิบายได้เลยว่า แล้วไอ้ท่าทางสะเงาะสะแงที่ว่า มันพาให้ผู้ชายรู้สึก “กำหนัด” ได้อย่างไร

โดยไม่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติมอะไรเลย ถ้าจะลองพยายามอธิบาย ผมคิดว่าประเด็นที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ “รองเท้า” เพราะเท้าที่ถูกรัดจะถูกปรับรูปทรงไปตามผ้าที่ใช้รัด ซึ่งสัมพันธ์อยู่กับสัณฐานของรองเท้าอีกทอดหนึ่ง

แนวคิดในลัทธิขงจื้อที่มอบอำนาจให้แก่ฝ่ายชายฝังอยู่ในหัวของชาวจีนมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น ผู้หญิงอยู่ในฐานะของผู้ตาม ในขณะที่ผู้ชายมีอำนาจในการกำหนดกฎเกณฑ์เรื่องต่างๆ

“รองเท้า” ก็เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงสังคมอารยะ ซึ่งจำเป็นต้องมีการตรากฎเกณฑ์ซับซ้อน ในสังคมที่ใส่รองเท้าแล้วผู้ที่ไม่ใส่รองเท้ามักถูกเหยียดหยามว่าไม่มีอารยะ (ลองนึกถึงระเบียบ หรือมารยาทเรื่องรองเท้าของสังคมญี่ปุ่นเปรียบเทียบดูสิครับ) แม้แต่เครื่องราชกกุฏภัณฑ์ ของไทยเรายังมี “ฉลองพระบาทเชิงงอน” ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของรองเท้าในสมัยที่คนส่วนใหญ่ไม่ใส่รองเท้าเลย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งรองเท้าดอกบัวทองคำที่ประดับประดาตกแต่งอย่างหรูหร่า ความสวยงามหรูหร่าที่ว่านี้ไม่ได้แสดงถึงอรรถประโยชน์ในการใช้งานจริงเท่ากับความเป็นดีไซน์ไร้ค่าของการทำงาน แต่ตอบสนองทางด้านจิตใจ

ในกรณีนี้ ผลประโยชน์ทางด้านจิตใจของฝ่ายหญิงคือการที่ได้ยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโดยเฉพาะสังคมชั้นสูง (เพราะแต่เดิมการรัดเท้าจะทำอยู่เฉพาะแต่ในสังคมชั้นสูง ที่ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องทำงานหนักเท่านั้น) ที่มีแนวคิดในลัทธิขงจื้อเป็นแกนสำคัญ ส่วนฝ่ายชายได้เพศสุขถึงอำนาจที่ตนมี และสามารถบังคับผู้หญิงให้อยู่ในกรอบของสังคมที่มีฝ่ายชายเป็นผู้กำหนด

“ความกำหนัด” เมื่อเห็นผู้หญิงที่มีเท้าดอกบัวทองคำ จึงถูกกำหนดขึ้นจากความรู้สึกถึงอำนาจของเพศชายในสังคมจีนสมัยโบราณนั้นแหละ

เรื่องราวของรองเท้าในวัฒนธรรมอื่นๆ ที่รู้จักกันดีที่สุดน่าจะเป็นนิทานเรื่อง “ซินเดอเรลล่า”

”รองเท้าแก้ว” ที่นางซินทิ้งหล่นไว้ขณะรีบกลับมาให้ทันกำหนดเที่ยงคืน ถูกนำไปตระเวนหาเจ้าของที่สามารถสวมใส่รองเท้าได้พอดี แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่รู้จักนางซินผ่านวอลต์ ดิสนีย์ หรือนิทานอ่านก่อนนอนสำหรับเด็ก ที่ผ่านการตัดกรองเรื่องราวให้ไม่ชวนขวัญผวาแล้ว แต่ใครจะรู้บ้างว่านิทานเรื่องนางซินที่มีกระจายอยู่ทั่วยุโรปอีกหลายเวอร์ชั่น ที่กว่าเจ้าชายจะควานหานางในดวงใจพบ มีผู้หญิงอีกกี่คนที่ลองสวมรองเท้าคู่นี้ และพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้ตนเองสวมใส่ได้พอดีเท้า แม้กระทั้งต้อง “ตัด” เท้าของตนเองให้เท่ากับขนาดของรองเท้าก็ตาม

นิทานเรื่องซินเดอเรลล่าจึงมีเนื้อหาเรื่องที่สะท้อนให้เห็นถึงการที่กฎเกณฑ์ทางสังคม ที่ถูกตราขึ้นโดยผู้ชาย (เจ้าชาย) สำคัญกว่าลักษณะทางกายภาพของบุคคล

ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือมีทฤษฎีที่เสนอว่า รากเหง้าของนางซินเป็นนิทานเรื่องปลาบู่ทองของชาวจ้วง เพราะมีหลักฐานจดบันทึกในสมัยราชวงศ์ถัง (ดังนั้นนางซิน จึงมีชื่ออย่างไทยๆ ว่า นางเอื้อย) ไม่ว่าทฤษฎีดังกล่าวจะเป็นไปได้หรือไม่ก็ตามรองเท้าแก้วของนางซิน ก็สะท้อนนัยทางสังคมที่ไม่ต่างไปจากรองเท้าดอกบัวทองคำของจีนเลย

และชีวิตของหญิงสาวที่รัดเท้าให้เป็นดอกบัวทองคำตามอุดมคติของสังคมจีน ก็คงจะคือชะตากรรมของนางซินเมื่อหลังจากเข้าพิธีวิวาห์กับเจ้าชายแล้วนั้นแหละครับ

ที่มา: ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ.  "เพศรส กับรองเท้าดอกบัวทองคำ ซินเดอเรลล่าฉบับจีน" สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์.  ปีที่ 57 ฉบับที่ 27 : หน้าที่ 47 : 26 มีนาคม - 1 เมษายน 2553.

by admin,April 09, 2010, 10:55:43 am


Read 1512 Send to friends Pintting


Add a comment.